ภาพรวม
Highguard คือวิวัฒนาการที่กล้าหาญในเกมผู้เล่นหลายคนแบบแข่งขัน (competitive multiplayer gaming) โดยผสมผสานกลไกการยิงที่แม่นยำที่ Wildlight Entertainment ได้พัฒนาจนสมบูรณ์แบบในเกมก่อนหน้าเข้ากับการทำสงครามยึดครองดินแดนขนาดใหญ่ ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็น Warden (วาร์เดน) นักรบเหนือธรรมชาติที่มาพร้อมกับอาวุธปืนแบบดั้งเดิมและความสามารถลึกลับ (arcane abilities) โดยมีภารกิจคือการอ้างสิทธิ์เหนือทวีปในตำนานที่กำลังเป็นข้อพิพาท
เกมนี้เน้นการต่อสู้แบบ PvP (พีวีพี) ที่เข้มข้น ซึ่งทีม Warden (วาร์เดน) คู่แข่งจะปะทะกันเพื่อควบคุม Shieldbreaker (ชีลด์เบรกเกอร์) ซึ่งเป็นวัตถุโบราณสำคัญที่เป็นกุญแจสู่ชัยชนะ ทีมจะต้องประสานงานกันเพื่อยึดไอเทมอันทรงพลังนี้ จากนั้นใช้มันเพื่อบุกทะลวงและทำลายฐานทัพศัตรูในฉากจบที่ระเบิดได้ กลไกการเล่นเกมที่ไม่เหมือนใครนี้สร้างความก้าวหน้าตามธรรมชาติจากการต่อสู้แบบปะทะกัน (skirmish-based combat) ไปสู่สงครามปิดล้อมเต็มรูปแบบ (full-scale siege warfare)
ฉากหลังในตำนานมอบเรื่องราวที่เข้มข้นสำหรับการต่อสู้เหล่านี้ โดยมีสภาพแวดล้อมที่หลากหลายที่ผสมผสานองค์ประกอบแฟนตาซีเข้ากับสถานการณ์การต่อสู้เชิงกลยุทธ์ แต่ละสถานที่มอบโอกาสและความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ทีมต้องปรับเปลี่ยนแนวทางตามภูมิประเทศ ที่กำบังที่มีอยู่ และอันตรายจากสิ่งแวดล้อม

Highguard
อะไรที่ทำให้ระบบการต่อสู้ของ Highguard ไม่เหมือนใคร?
ระบบคลาส Warden (วาร์เดน) เป็นรากฐานของความลึกเชิงกลยุทธ์ของ Highguard โดยมอบบทบาทเฉพาะทางให้กับผู้เล่นที่ผสมผสานการยิงปืนเข้ากับความสามารถเหนือธรรมชาติ แนวทางลูกผสมในการออกแบบตัวละครนี้ช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบทีมที่ซับซ้อนและความหลากหลายเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ค่อยพบเห็นในเกมยิงปืนแบบดั้งเดิม
- การยิงปืนที่รวดเร็วพร้อมการเสริมพลังเวทมนตร์ (arcane enhancement)
- กลไกการควบคุมเป้าหมายแบบทีม (team-based objective control mechanics)
- ลำดับการทำลายฐาน (base destruction sequences)
- การเผชิญหน้าแบบบุกโจมตีหลายเฟส (multi-phase raid encounters)
- การเล่นแบบแข่งขันข้ามแพลตฟอร์ม (cross-platform competitive play)

Highguard
การต่อสู้จะไหลลื่นระหว่างเฟสต่างๆ อย่างราบรื่น เริ่มต้นด้วยการสำรวจและวางตำแหน่ง (reconnaissance and positioning) เพิ่มความเข้มข้นผ่านการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิง Shieldbreaker (ชีลด์เบรกเกอร์) และจบลงด้วยภารกิจโจมตีที่ประสานงานกันเพื่อต่อต้านตำแหน่งที่แข็งแกร่ง จังหวะการเล่นทำให้ทุกแมตช์รู้สึกมีชีวิตชีวาและคาดเดาไม่ได้ พร้อมโอกาสมากมายสำหรับการพลิกกลับทางยุทธวิธี (tactical comebacks) และการพลิกผันเชิงกลยุทธ์ (strategic reversals)
การควบคุมดินแดนและการทำลายฐาน
ระบบการยึดครองดินแดน (territorial conquest) ทำให้ Highguard แตกต่างจากเกมยิงผู้เล่นหลายคนทั่วไป (conventional multiplayer shooters) โดยการรวมผลลัพธ์ที่คงอยู่ของการแข่งขัน การทำลายฐานทัพศัตรูสำเร็จไม่ได้แค่จบเกมเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความได้เปรียบทางดินแดนที่ยั่งยืนซึ่งส่งผลต่อการเผชิญหน้าในอนาคตในภูมิภาค

Highguard
ลำดับการทำลายฐาน (base destruction sequences) ต้องอาศัยการประสานงานอย่างระมัดระวังระหว่างสมาชิกในทีม เนื่องจากความเชี่ยวชาญของ Warden (วาร์เดน) ที่แตกต่างกันมีส่วนช่วยในปฏิบัติการปิดล้อมที่ไม่เหมือนใคร บางคนเก่งในการบุกทะลวงป้อมปราการ บางคนให้การยิงคุ้มกันหรือควบคุมสนามรบ และบทบาทสนับสนุนเฉพาะทางช่วยให้มั่นใจได้ถึงแรงกดดันในการโจมตีอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการโจมตีที่ยาวนาน
ทวีปในตำนานเป็นมากกว่าฉากหลัง แต่ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ที่ใช้งานอยู่ ซึ่งการควบคุมทางภูมิศาสตร์จะเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ในการเล่นเกมที่จับต้องได้ ทีมจะต้องรักษาสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ทางยุทธวิธีในทันทีกับเป้าหมายทางดินแดนในระยะยาว สร้างชั้นเชิงความลึกเชิงกลยุทธ์ที่ขยายออกไปนอกเหนือจากการแข่งขันแต่ละครั้ง
การออกแบบภาพและการสร้างโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ
การนำเสนอภาพของ Highguard ผสมผสานสุนทรียศาสตร์แฟนตาซีเข้ากับความรู้สึกของเกมแข่งขันสมัยใหม่ สร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกทั้งลึกลับและมีพื้นฐานทางยุทธวิธี ทิศทางศิลปะเน้นความชัดเจนและอ่านง่ายซึ่งจำเป็นสำหรับการเล่นแบบแข่งขัน ในขณะที่ยังคงรักษาความสมบูรณ์ของบรรยากาศที่ทำให้ฉากหลังในตำนานมีชีวิตชีวา

Highguard
การออกแบบตัวละครสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติคู่ของความสามารถของ Warden (วาร์เดน) ด้วยองค์ประกอบภาพที่สื่อสารทั้งความเชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนและความสามารถเหนือธรรมชาติของพวกเขา การเล่าเรื่องผ่านสภาพแวดล้อมช่วยสร้างตำนานและบริบทสำหรับการต่อสู้แย่งชิงดินแดนที่กำลังดำเนินอยู่ โดยไม่ทำให้การกระทำที่รวดเร็วซึ่งเป็นนิยามของการเล่นเกมหลักถูกบดบัง
โมเดล Free-to-play (ฟรี-ทู-เพลย์) ช่วยให้เข้าถึงได้กว้างขวางในหลายแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้เล่นสามารถสัมผัสประสบการณ์ความลึกเต็มรูปแบบของการต่อสู้เชิงกลยุทธ์ของ Highguard โดยไม่มีอุปสรรคด้านการลงทุนเริ่มต้น
สรุป
Highguard สร้างทิศทางใหม่ที่น่าสนใจสำหรับเกมผู้เล่นหลายคนแบบแข่งขัน (competitive multiplayer gaming) โดยการผสานกลไกการบุกโจมตี (raid mechanics) เข้ากับการเล่นเกมยิงที่แม่นยำได้อย่างประสบความสำเร็จ การผสมผสานความสามารถลึกลับ (arcane abilities) การยึดครองดินแดน (territorial conquest) และการทำลายฐาน (base destruction) สร้างประสบการณ์ทางยุทธวิธีที่ไม่เหมือนใครที่ให้รางวัลทั้งทักษะส่วนบุคคลและการประสานงานของทีม ด้วยการรองรับข้ามแพลตฟอร์ม (cross-platform support) และการเข้าถึงแบบ Free-to-play (ฟรี-ทู-เพลย์) เกมยิง PvP (พีวีพี) แนวบุกโจมตีนี้จึงวางตำแหน่งตัวเองเป็นเกมที่สร้างสรรค์ในวงการเกมแข่งขัน










